วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จังหวะกับ Ukulele

จังหวะตกและจังหวะยก
               ในการสร้างจังหวะบนการเล่นอูคูเลเล่ เราจะเริ่มด้วยการดีดลง อย่างที่เราได้ทำกันไปแล้ว การดีดลงก็คือจังหวะตก ถ้าเราเล่นลง หรือเล่นจังหวะตกไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราจะเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การยกมือขึ้น เพื่อดีดลงครั้งต่อไป  ทีนี้หากเราจะลองเล่นจังหวะยก ก็ลองใช้เนื้อบริเวณอุ้งนิ้วลูบขึ้นขณะที่เรากำลังยกมือขึ้นนั่นเอง ทีนี้เราก็จะได้การเล่นแบบขึ้นลงสลับกันไปเรื่อยๆ ให้เรานับเลข 1 2 3 4 แทนนับต่างๆของห้อง เป็น  ลง ขึ้น ลง ขึ้น  ลองทำดูให้ชินมือ และสามารถดีดถูกทุกสายให้เกิดเสียงพร้อมกันค่ะ

Strumming Pattern
               ในการเล่นอูคูเลเล่นั้น หากเราสตรัมขึ้นลงสลับกันไปเรื่อยๆตลอด เราก็เล่นเพลงได้เรื่อยๆ แต่อาจจะเบื่อจากการเล่นแบบนั้นได้ เราควรเล่นให้มีจังหวะที่ไพเราะมากขึ้นด้วยการเล่นแบบ Strumming Pattern ซึ่งเกิดจากการนำจังหวะตกและยกมาประยุกต์ใช้ ให้ลองดู Strumming Pattern อย่างง่ายโดยการไม่เล่นจังหวะตกและยกบางจังหวะในห้อง เช่น ลง ลง ขึ้น ขึ้น ลง  เป็นการ Strumming Pattern แบบเบื้องต้น อาจต้องใช้เวลาสักพักในการฝึก และทำให้ร่างกายคุ้นชินกับการเล่นลักษณะนี้


ข้อสังเกตในการเล่น Strumming Pattern 
                 การเล่น Strumming Pattern ในแต่ละห้องนั้น ถึงแม้เราจะไม่ได้เล่นจังหวะตกและยกบางจังหวะดังกล่าว แต่ในความเป็นจริงแล้ว จังหวะตกและยกทั้งหมดก็ยังอยู่ในการเล่นของเรา เพียงแค่เราไม่ได้ถูกสายและไม่มีเสียงจังหวะนั้นออกมาเท่านั้น แต่ในการเล่นจังหวะตกของนับที่ 1 เราจำเป็นต้องยกมือขึ้น เพื่อที่จะไปเล่นจังหวะตกของนับที่ 2 ต่อ  ไม่สามารถหลีกเลี่ยงด้และการยกมือขึ้นครั้งนี้ ก็คือจังหวะยกของนับที่ 1 นั่นเอง  กล่าวคือ ยังต้องเป็นไปตามกฎของจังหวะตกกับยกที่ต้องมาด้วยกันเสมอ และถึงแม้ว่าเราจะไปถูกสายและเกิดเสียงขึ้นในจังหวะตกหรือยกที่เราตั้งใจจะไม่เล่น ก็ไม่ทำให้การเล่นของเราผิดแปลกหรือฟังดูไม่ดี หากเรายังเล่นเท่าๆกันเป็นจังหวะในทุกๆนับ ดังนั้นในการเล่น Strumming Pattern เป็นเหมือนแนวทางในการปฎิบัติเท่านั้น เราใช้ยึดเป็นแนวทาง แต่เราไม่จำเป็นต้องเล่นเหมือนกับ Strumming Pattern ตลอดเวลา ขอแค่ให้มือของเราขยับขึ้นลงเป็นจังหวะตกกับยกไปเรื่อยๆก็สามารถทำให้เราเล่นเพลงต่างๆได้อย่างต่อเนื่องและน่าฟัง

***ในขั้นตอนของการเริ่มเล่น เราแนะนำให้ลองสตรัมแบบต่างๆดู ไม่จำเป็นต้องทำตามรูปแบบมาก เพราะเหมือนเราได้คิดทำนอง จังหวะขึ้นมาเอง ทำให้เราเข้าใจ และกำหนดจังหวะเพลงเป็นได้อย่างรวดเร็ว ลองฮัมเพลงแล้วลองดีดเป็นจังหวะตกและยกดูว่าอันไหนเข้ากัน หรือแบบเวลาเราฟังเพลง ลองเคาะมือหรือเคาะเท้าตามจังหวะเพลงดูก็จะช่วยกำหนดจังหวะเพลงได้ เราก็จะรู้ว่าควรดีดขึ้นหรือลงแทน ไม่ต้องไปสนคอร์ดนะคะ ลองดีดๆดูว่าเราเข้าใจจังหวะของเพลงแล้วหรือยังค่ะ แค่นั้นก็เป็นการเรื่มต้นที่ดีแล้วค่ะ  ^^



เริ่มต้นจับ Ukulele

การจับถืออูคูเลเล่ในการเล่น
              อูคูเลเล่เป็นเครื่องดนตรีประเภทที่เราจะต้องจับถือให้ถนัด เนื่องจากเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็ก ต่างจากเครื่องดนตรีบางประเภทที่เราวางไว้ตามจุดต่างๆบนพื้น หรือ บนร่างกาย การจับถืออูคูเลเล่นั้นไม่มีวิธีที่ถูกผิดตายตัว เพียงเราจับให้เล่นได้ถนัดก็พอ แต่การจับให้เล่นได้ง่าย คล่องแคล่ว สะดวก และพัฒนาต่อได้ดีนั้น เราต้องใส่ใจพอสมควร การจับถือได้ถนัดมีหลักการ ดังนี้

1. ให้หัวอูคูเลเล่อยู่ทางซ้ายมือของเรา
              หันหน้าอูคูเลเล่ออก บางคนที่ถนัดซ้ายและเพิ่งเริ่มเล่น ไม่จำเป็นต้องกลับด้านอูคูเลเล่ เนื่องจากในการเริ่มเล่น เราไม่ได้ถนัดมือใดก็ตามมาก่อนในการใช้เล่นอูคูเลเล่ เราต้องฝึกใหม่ทั้งสองมืออยู่ดี เว้นแต่มีการฝึกเล่นกลับด้านและถนัดมาก่อนอยู่แล้ว การจับแบบกลับด้านก็มีข้อเสีย คือ เราเล่นอูคูเลเล่ส่วนใหญ่ไม่ได้ เพราะอูคูเลเล่ที่ใช้เล่นกลับด้านมีไม่มาก เราแนะนำให้ฝึกใช้ทั้งสองมือดีกว่าค่ะ

2. มือขวาจับอูคูเลเล่จากด้านหน้า
             โดยนิ้วชี้ และ นิ้วโป้ง จับที่บริเวณรอยต่อของคอกับลำตัวพอดี อุ้งมือสัมผัสกับสาย การทำแบบนี้บริเวณท้ายของอูคูเลเล่จะเข้าที่ซอกแขนของเราพอดี เราจะใช้แขนด้านในประคองอูคูเลเล่ไว้ให้ลำตัวอูคูเลเล่สัมผัสบริเวณด้านขวาของลำตัว อาจเป็นที่ซี่โครงขวา หรือ สีข้างช่วงท้องก็ได้ ขึ้นอยู่กับความถนัด เวลานั่งให้นั่งหลังตรง เราอาจวางอูคูเลเล่ไว้ที่ตักด้านขวาด้วยก็ได้ เพื่อที่จะได้จับอูคูเลเล่ของเราอย่างมั่นคงมากขึ้น จุดสังเกต คือ อูคูเลเล่ จะทำมุมกับตัวเรา ประมาณ 45 องศา และอูคูเลเล่ไม่ปิดด้านหน้าของท้องเรา

3. เอียงคออูคูเลเล่ขึ้นประมาณ 30 องศา หรือ ตามถนัด
              เพื่อให้มือซ้ายใช้จับคอร์ดบนอูคูเลเล่ได้ถนัด ให้ใช้พื้นที่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมือซ้ายมาหนีบไว้ที่บริเวณด้านหลังคอก่อนถึงนัท ในการเล่นเบื้องต้นให้ใช้สันมือซ้ายฝั่งนิ้วชี้ช่วงโคนนิ้วรองด้านล่างของคอไว้ เพื่อให้เราเปลี่ยนคอร์ดได้ง่าย สันมือจะคอยประคองไม่ให้คอตก และใช้ปลายนิ้วโป้งแปะไว้ที่ด้านหลังคอ
น้องเกล-โสพิชา อังคะไวมงคล

การจับคอร์ด (มือซ้าย)
             การจับคอร์ด คือ การนำนิ้วมือซ้ายไปวางไว้ที่เฟร็ต โดยนิ้วจะกดสายเข้าหาฟิงเกอร์บอร์ด คอร์ดง่ายๆที่เราจะเริ่มเล่นกันก็คือ คอร์ด C เราจะนำนิ้วนางข้างซ้ายกดเฟร็ตที่ 3 ของสายที่ 1 ขณะที่เรากดจุดดังกล่าว ให้ย้ายปลายนิ้วโป้งไปไว้ที่หลังคอบริเวณหลังเฟร็ตที่ 2 เพื่อความถนัดมากขึ้นในการจับคอร์ด ลักษณะการจับคอร์ดต่างๆจะคล้ายการถือผลส้มด้วยปลายนิ้ว มือจะเป็นอุ้งๆ และจะไม่ใช้ฝ่ามือกำเข้าไปที่คอตรงๆ
             

*** คอร์ดต่างๆมีชุดโน้ตที่ต่างกัน จึงมีวิธีจับที่ต่างกัน เราสามารถหาวิธีการจับคอร์ดได้จากการอ่านตารางคอร์ดใน เรียนรู้เรื่อง Chord (คอร์ด)   ที่เราเคยเขียนไว้ตอนที่ผ่านมาแล้วนะคะ


การดีดหรือการสตรัม (มือขวา)
              ตอนนี้การจับอูคูเลเล่เป็นมือซ้ายจับคอร์ด และมือขวาจับอยู่ที่รอยต่อระหว่างคอกับลำตัว ตามที่ทำในขั้นตอนการจับถืออูคูเลเล่ แต่เมื่อถึงเวลาที่เราจะดีดหรือสตรัม (Strum) ให้เราค่อยๆดึงมือขวาออกตรงๆ มาจากตำแหน่งจับ โดยให้ตำแหน่งมืออยู่บริเวณเดิมที่จับ และแขนด้านในยังคงประคองลำตัวด้านท้ายของอูคูเลเล่ไว้ ดึงให้นิ้วชี้พ้นสายออกมา โดยนิ้วชี้จะชี้เข้าหาตัวเรา ให้เราหักข้อมือขึ้นแล้วเหวี่ยงข้อมือลงผ่านสายทุกสาย สุดท้ายนิ้วจะชี้ลงพื้น เมื่อทำอย่างนี้ 1 ครั้งก็คือ การสตรัมลง 1 ครั้ง หากจะทำครั้งต่อไป ก็หักข้อมือขึ้นมา เพื่อเหวี่ยงลงแบบเดิมอีกครั้ง


นำสองมือมารวมกันเป็น การเล่นอูคูเลเล่
                การเล่นดนตรีนั้นจะมีการนับที่เรียกว่า บีท (Beat) อยู่ ในที่นี้จะเรียกว่า "นับ"  ซึ่งเหมือนเป็นชีพจร เหมือนเข็มนาฬิกาที่ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยมีระยะห่างที่เท่าๆกัน ส่วนความเร็วก็อยู่ที่เรากำหนด มีไว้เพื่อให้เราเล่นดนตรีได้พร้อมกัน และคนฟังสามารถคล้อยตามได้ และจะมีสิ่งที่เรียกว่า "ห้อง"  ซึ่งก็คือห้วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกว่า นับนั้นเดินทางมาครบรอบ เมื่อเล่นครบห้องแล้วก็จะก้าวเข้าสู่ห้องต่อไป ใน 1 ห้อง จะมีกี่นับก็ได้ แต่เพลงส่วนมากกำหนดให้ 1 ห้องมี 4 นับ และในการเล่นดนตรี เราก็จะเริ่มเล่นกันด้วยการนับแบบนั้นก่อน มือขวาเรามีหน้าที่เล่นจังหวะ โดยเริ่มต้นด้วยการสตรัมลง 1 ครั้ง ต่อ 1 นับ และนับ 1 2 3 4 แทนแต่ละนับใน 1 ห้อง และการเปลี่ยนคอร์ดมักเปลี่ยนกันที่นับแรกของห้อง เราจะลองฝึกการเล่นเป็นจังหวะ โดยการเล่นคอร์ด C 1 ห้อง และ G 1 ห้อง สลับกันไปเรื่อยๆ กล่าวคือ เราเริ่มเล่นคอร์ด C ไป 4 นับ และเมื่อมาถึงนับที่ 1 ของห้องใหม่ เราต้องเล่นคอร์ด G แล้ว และเมื่อเล่นคอร์ด G ครบ 4 นับ หรือ 1 ห้องแล้ว นับแรกของห้องถัดมา เราก็ต้องมาเล่นคอร์ด C แล้ว จุดสำคัญ คือ มือขวาเราต้องสตรัมแบบดำเนินไปเรื่อยๆตามการนับ ไม่มีการหน่วงหรือหยุดของจังหวะ และเราต้องเปลี่ยนคอร์ดให้พอดีกับการขึ้นห้องใหม่


ข้อสังเกตในการเล่นเบื้องต้น
                  การจับถือมีส่วนสำคัญมากในการฝึกเล่นเบื้องต้น เราควรจับให้เล่นถนัดทุกครั้งที่เราฝึกเล่น หากรู้สึกว่า ทำไม่ได้สักที ให้กลับมามองที่ท่าจับถือในการเล่นของเรา ส่วนใหญ่ที่พลาด เพราะเราไม่ได้จับถือให้เล่นได้ง่ายตั้งแต่แรก
                 ในการเล่นแบบเป็นจังหวะ มือขวาจะสำคัญกว่ามือซ้าย หากเรายังเปลี่ยนคอร์ดไม่ทัน ให้เราสตรัมมือขวาตามจังหวะไปก่อน แล้วต่อมาค่อยๆฝึกเปลี่ยนคอร์ดให้ทัน เพราะหากเรามัวแต่เปลี่ยนคอร์ดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยสตรัม จะทำให้จังหวะไม่ต่อเนื่องกันค่ะ

การเล่นดนตรีอูคูเลเล่

ดนตรีและองค์ประกอบของดนตรี
           ดนตรีมีส่วนประกอบหลากหลายตามการแบ่งออกตามทฤษฎีต่างๆ เช่น Melody , Harmony , Rhythm Section , Tone Color ฯลฯ แต่องค์ประกอบหลักๆของดนตรี โดยเฉพาะในการเล่นอูคูเลเล่ แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. ทำนอง (Melody) ทำนองเป็นส่วนประกอบหลักของเพลง เป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละการประพันธ์ เป็นเสียงที่ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ระดับเสียง (Pitch) และจังหวะ (Rhythm)
2. เสียงประสาน (Harmony) เสียงประสาน คือ สิ่งที่กำหนดห้วงอารมณ์ในเพลง เกิดจากทำนอง (Melody) ที่เล่นออกพร้อมๆกันมากกว่าหนึ่งเสียง หรือ เล่นไม่พร้อมกัน แต่มีช่วงเวลาที่เสียงซ้อนกันหรือประสานกัน

การเล่นอูคูเลเล่ให้เป็นดนตรี
            อูคูเลเล่เป็นเครื่องดนตรีสายที่ใช้ดีด มี 4 สาย เราจึงสามารถเล่นเสียงจากอูคูเลเล่ได้พร้อมกันมากสุดครั้งละ 4 เสียง และเล่นอูคูเลเล่ให้เป็นได้ทั้งทำนองและเสียงประสาน โดยลักษณะการเล่นทั้งสองอย่างสามารถนำมาเล่นในรูปแบบต่างๆได้ ดังนี้

  • แบบที่ 1 เล่นเป็นทำนอง
                        คือ การเล่นเฉพาะโน้ตเดี่ยวๆเป็นทำนอง การเล่นแบบนี้ เราจะได้เสียงดนตรีแบบมิติเดียว คือเป็นทำนองเปล่าๆ ค่อนข้างไม่ได้อรรถรสที่ครบถ้วน อาจใช้กับการเล่น 2 คนขึ้นไป โดยมีอูคูเลเล่ หรือ เครื่องดนตรีอื่นๆ เล่นเสียงประสานให้ อาจใช้ในการฝึกฝนเบื้องต้น หรือ การฝึกซ้อม

  • แบบที่ 2 เล่นเป็นเสียงประสาน
                        คือ เล่นเป็นโน้ตมากกว่าหนึ่งตัว การเล่นเสียงประสานส่วนใหญ่มักจะเล่นทีละ 3 เสียงขึ้นไป ทำให้เกิดคอร์ด (Chord) ซึ่งอูคูเลเล่มี 4 สาย วิธีที่เล่นง่ายที่สุดก็คือ การเล่นคอร์ด โดยการใช้นิ้วมือซ้ายกดหรือไม่กดที่เฟร็ต เพื่อให้เกิดเสียงโน้ตต่างๆในแต่ละสาย แล้วใช้นิ้วมือขวาเล่นจังหวะด้วยการดีดลงไปที่สาย โดยลากนิ้วผ่านสายต่างๆให้เสียงออกพร้อมกัน วิธีเล่นแบบนี้ เรียกว่า การสตรัม (Strum) คือ เราจะไม่ต้องสนใจมากว่านิ้วมือขวาจะถูกสายใดบ้าง แค่ดีดขึ้น หรือ ลง ให้เป็นจังหวะ การเล่นคอร์ดอาจเล่นทีละเสียง โดยการเล่นทีละสายก็ได้ โดยการเล่นแบบ Broken Chord หรือที่เรียกกันว่า ปิ๊กกิ้ง (Picking) ซึ่งความเป็นจริงแล้ว การเล่น Broken Chord ก็คือการเล่นปิ๊กกิ้งอย่างหนึ่ง โดยการจับคอร์ดแล้วดีดทีละสาย มีช่วงเวลาที่เสียงแต่ละเสียงดังขึ้นพร้อมกัน และประสานกัน การเล่น Broken Chord มีหลายรูปแบบ การเล่นแบบนี้มักใช้ควบคู่กับการร้องเพลง เล่นคู่กับอูคูเลเล่ หรือ เครื่องดนตรีที่เล่นเสียงประสานอื่นๆ

  • แบบที่ 3 เล่นแบบบรรเลงด้วยอูคูเลเล่ตัวเดียว (Ukulele Solo)
                        ปกติการเล่นดนตรีแบบบรรเลง (Instumental) คือ การเล่นด้วยเครื่องดนตรีล้วนๆ ไม่มีเนื้อร้อง หรือ คำร้อง อาจมีแต่การเล่น Ukulele Solo คือ การใช้อูคูเลเล่ตัวเดียวเล่นให้ครบองค์ประกอบ ทั้งทำนอง และเสียงประสาน โดยถือเป็นการเล่นขั้นสูง

            ในการเล่นทั้งสามแบบที่กล่าวมา แบบที่ 3 จะยากที่สุด ส่วนแบบที่ 1 ก็ค่อนข้างยาก และอาจจะใช้เวลานานในการเริ่มเล่น หลักๆก็จะเล่นแบบที่ 2 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ง่ายกว่า และครบองค์ประกอบที่สุด เนื่องจากเราสามารถร่วมไปด้วยได้ และยังตรงกับความต้องการของผู้เริ่มเล่นอูคูเลเล่ เพราะการเล่นอูคูเลเล่ คือ การเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดที่จะเข้าสู่โลกของเสียงดนตรี

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

ตอนพิเศษ

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ มาคราวนี้ เราเอาตอนพิเศษมาเสิร์ฟ เป็นบทสัมภาษณ์ค่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอูคูเลเล่นี่ล่ะ ลองไปฟังกันดู เผื่อเป็นแง่คิดให้กับแต่ละคนนะ ต้องขอขอบคุณ นายภูมิ เข็มเพ็ชร นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตด้วยค่ะ ที่มาให้ความรู้และแง่คิดดีๆเกี่ยวกับการเล่นดนตรี ขอฝากเนื้อฝากตัวคุณภูมิด้วยนะคะ ^^



เรียนรู้เรื่อง Chord (คอร์ด)

Chord (คอร์ด)
          คอร์ด คือ กลุ่มเสียงโน้ตที่เล่นออกมาพร้อมกัน หรือ กระจายเสียงต่อเนื่องกัน ส่วนใหญ่ใช้โน้ตแบบตัวเว้นตัว (Tertian Harmony)

การสร้างคอร์ดพื้นฐาน
คอร์ดมาจากตัวโน้ตในบันไดเสียง โดยใช้เปรียบเทียบกับ Major Scale ได้ดังนี้

  • Major Chord ประกอบด้วยโน้ตตัวที่ 1 , 3 , 5
  • Minor Chord ประกอบด้วยโน้ตตัวที่ 1 , b3 , 5
  • Diminished Chord ประกอบด้วยโน้ตตัวที่  1 , b3 , b5
  • Augmented Chord ประกอบด้วยโน้ตตัวที่ 1 , 3 , #5

ชื่อคอร์ด และสัญลักษณ์ (Chord Symbol)
ประกอบไปด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ และอักขระหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ที่นำมาต่อท้าย (Suffix) โดยใช้แบบย่อเพื่อให้กระชับ เช่น

  • คอร์ด Major ไม่ต้องมีสัญลักษณ์ต่อท้าย เช่น C หมายถึง C Major
  • คอร์ด Minor ใช้ " m " หรือ " - " เป็นสัญลักษณ์ต่อท้าย เช่น Cm หรือ C- หมายถึง C Minor
  • คอร์ด Augmented ใช้ " + " เป็นสัญลักษณ์ต่อท้าย เช่น C+ หมายถึง C Augmented
  • คอร์ด Diminished ใช้ " ํ " เป็นสัญลักษณ์ต่อท้าย เช่น Cํ หมายถึง C Diminished

การอ่านคอร์ด
           การอ่านคอร์ดของอูคูเลเล่นั้นมีส่วนคล้ายกับการอ่านคอร์ดของกีต้าร์อยู่บ้าง โดยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่อยู่บริเวณโครงสร้างคอร์ดสามารถอ่านได้ดังนี้

  • สัญลักษณ์วงกลม (o) หมายถึง การดีดสายนั้นๆ โดยที่ไม่ต้องกดสาย
  • สัญลักษณ์กากบาท (x) หมายถึง การไม่ต้องดีดที่สายนั้นๆ
  • สัญลักษณ์ 3fr , 5fr , 6fr , ... หมายถึง เฟร็ตเริ่มต้นของคอร์ดนั้นๆ โดยดูจากหมายเลขเฟร็ตที่ระบุไว้ เช่น 3fr คือ ให้เริ่มต้นจับคอร์ดนั้นที่เฟร็ต 3 
  • สัญลักษณ์แทนนัท (Nut) คือ แถบทึบสีดำด้านบนสุด หมายถึง ตารางคอร์ดนั้นเริ่มจากเฟร็ตที่ 1 
  • ตัวเลขที่อยู่ในวงกลม หมายถึง นิ้วที่ใช้ในการกดสายนั้นๆ โดยกำหนดตัวเลขแทนนิ้วมือแต่ละนิ้วดังนี้


ตารางต่อไปนี้แสดงโครงสร้างของคอร์ด ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จรูปในคีย์ C ทำให้ทราบว่าคอร์ดแต่ละคอร์ดประกอบจากโน้ตตัวที่เท่าไร และมีการเปลี่ยนแปลง หรือ เลื่อนเสียงโน้ตอย่างไรบ้าง เมื่อเทียบกับ C Major Scale 



ตารางรวมคอร์ดอูคูเลเล่เบื้องต้น 
เอาไว้ฝึกเล่นกันดูนะ ลองจับดูว่าจับถนัดกันมั้ย แต่ไม่ต้องท่องจำทั้งหมดนะ เวลาเล่นไม่ได้เล่นทุกอันหรอก แล้วในหนังสือเพลงก็จะมีคอร์ดให้ดูข้างๆ เพื่อช่วยบอกเราอยู่แล้ว แต่ถ้าใครสามารถจำได้ก็ลุยเลย เราเป็นกำลังใจให้ สู้ๆ^^







วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตัวโน้ตบน Ukulele

ตัวโน้ตบนอูคูเลเล่
ตัวโน้ตเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเล่นเครื่องดนตรีทุกชนิด พื้นฐานของดนตรีจะมีตัวโน้ตอยู่ทั้งหมด 12 ตัว โดยเรียกชื่อทางชาร์ป (#) ได้แก่  C , C# , D , D# , E , F , F# , G , G# , A , A# , B , C หรือเรียกชื่อทาง แฟร็ต (b) ได้แก่ C , Db , D , Eb , E , F , Gb , G , Ab , A , Bb , B , C สำหรับอูคูเลเล่นั้นมีตัวโน้ตคามสายและเฟร็ตต่างๆ ดังนี้

โน้ตบนเฟร็ตบอร์ดของอูคูเลเล่

การตั้งสาย Ukulele
อูคูเลเล่ เป็นเครื่องดนตรีสากลที่ใช้ระบบโน้ตแบบ โครมาติก (Chromatic) สายต่างๆจะตั้งเป็นโน้ต ดังนี้


อูคูเลเล่จะต่างกับเครื่องดนตรีประเภทสายอื่นๆ คือ สายสุดท้ายหรือสาย 4 จะตั้งเป็นโน้ตที่สูงกว่าสาย 3 คือ สาย 4 จะตั้งเป็นโน้ต G ที่ใกล้เคียงกับโน้ต A ที่สาย 1 การที่เราใส่สายอูคูเลเล่เช่นนี้ว่ากันว่าจะทำให้เหมาะกับการเล่นสตรัม (Strum หรือการดีด) แต่ทั้งนี้ก็มีการนำสายที่ให้เสียง G ต่ำ หรือที่เรียกว่าการใส่สายแบบ Low G มาใช้ในอูคูเลเล่เช่นกัน การใส่สายดังกล่าวจะทำให้สาย 4 ให้เสียง G ที่ต่ำ กลายเป็นเสียงที่ต่ำที่สุดในทั้งหมด 4 สายของอูคูเลเล่ การใส่สายแบบ Low G นี้ เหมาะกับการเล่นปิ๊กกิ้ง (Picking) คือ การเลือกเล่นทีละสาย หรือ มากกว่านั้น

รู้จักกับโน้ตสากล
           โน้ตสากลจะใช้แทนดัวยอักษรภาษาอังกฤษ เพียง 7 ตัวเท่านั้น คือ A B C D E F G แต่จะมีโน้ตจริงๆทั้งหมด 12 ตัว คือ จะมีโน้ตคั่นกลางระหว่างโน้ตพวกนี้ด้วย ยกเว้นระหว่าง B กับ C และระหว่าง E กับ F ซึ่งเขียนได้ 2 แบบ ดังนี้
A-A#-B-C-C#-D-D#-E-F-F#-G-G#

A-Bb-B-C-Db-D-Eb-E-F-Gb-G-Ab

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าโน้ตที่อยู่ระหว่างกลางเหล่านี้เป็นโน้ตตัวเดียวกัน แต่มีได้ 2 ชื่อ โดยที่มีเครื่องหมายบางอย่างกำกับอยู่ เครื่องหมายเหล่านี้เรียกว่า เครื่องหมายแปลงเสียง นั่นเอง

เครื่องหมายแปลงเสียง
ใช้บังคับโน้ตให้มีเสียงสูงขึ้นหรือต่ำลง ดังนี้

Sharp (ชาร์ป)  ทำให้เสียงสูงขึ้น 1/2 เสียง
Flat (แฟร็ต)  ทำให้เสียงต่ำลง 1/2 เสียง
Double Sharp (ดับเบิลชาร์ป)  ทำให้เสียงสูงขึ้น 1 เสียง
Double Flat (ดับเบิลแฟร็ต)  ทำให้เสียงต่ำลง 1 เสียง
Natural (เนเจอรัล)  ทำให้เสียงกลับเป็นปกติ ถ้ากำกับโน้ตตัวไหน ก็กดโน้ตตัวนั้นเป็นตัวปกติ

ตัวอย่างเครื่องหมายแปลงเสียงบนโน้ต
1. โน้ต A จะอยู่บนสายที่ 2 เฟร็ตที่ 5
2. ถ้าใส่เครื่องหมาย # เป็น A# ก็จะได้โน้ต A# อยู่บนสายที่ 2 เฟร็ตที่ 6 หรือก็คือ เลื่อนนิ้วเข้าหาลำตัวอูคูเลเล่ 1 เฟร็ต
3. ถ้าใส่เครื่องหมาย b เป็น Ab จะได้โน้ต Ab อยู่บนสายที่ 2 เฟร็ตที่ 4 หรือก็คือ เลื่อนนิ้วออกไปทางหัวอูคูเลเล่ 1 เฟร็ต
4. ในกรณีที่เราจับคอร์ดที่ต้องกดทุกสาย เช่น คอร์ด Gm ที่เฟร็ตที่ 5 แล้วเราไปเจอคอร์ด G#m ในเพลง เราก็จับคอร์ดเหมือน Gm แต่เลื่อนนิ้วทั้งหมดมาทางลำตัว 1 เฟร็ต หรือก็คือ เริ่มจับคอร์ดจากเฟร็ตที่ 6 นั่นเอง


หมายเหตุ : การเลื่อนนิ้วให้ใช้กับคอร์ดที่กดทุกสายเท่านั้น


วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

ก่อนมาเป็น Ukulele

กำเนิดอูคูเลเล่
             Ukulele หรือ อูคูเลเล่ เป็นเครื่องดนตรีที่มีต้นกำเนิดมาจากฮาวาย ในช่วงคริสศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน โดยเริ่มจากนักดนตรีโปรตุเกสคนหนึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังชายฝั่ง Hanolulu ของฮาวาย และเอาเครื่องดนตรีคล้ายกับกีต้าร์จิ๋ว เรียกว่า Cavaquinho มาด้วย จนสร้างความสนใจให้กับชาวพื้นเมืองฮาวายในสมัยนั้น และในที่สุดก็ได้มีการดัดแปลงเครื่องดนตรีจากโปรตุเกสดังกล่าวให้กลายเป็น Ukulele ใช้สำหรับให้ความบันเทิงและสนุกสนานในหมู่เกาะฮาวาย และมันก็ถูกนำไปใช้กันอย่างกว้างขว้างในหมู่เกาะนับตั้งแต่นั้นมา จนเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1950 ได้มีการนำ Ukulele ไปเล่นกันทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างมากมาย(โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น) จึงทำให้ Ukulele จากเครื่องดนตรีพื้นเมืองฮาวายกลายมาเป็นเครื่องดนตรีสากลในที่สุด

ส่วนประกอบของ Ukulele 
แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนหัว ส่วนคอ และส่วนลำตัว ดังนี้

1. ส่วนหัวของอูคูเลเล่(Head) ประกอบด้วย
    - Tuners หรือลูกบิด เป็นส่วนที่ใช้ปรับสาย เพื่อตั้งเสียงของอูคูเลเล่ให้ถูกต้อง
    - Nut เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างรอยต่อของส่วนหัวกับตัวเฟร็ตบอร์ด(Fretboard) มีลักษณะเป็นแท่งยาว และมีรอยบาก 4 ช่อง ที่มีขนาดพอดีกับสายแต่ละเส้น ใช้สำหรับพาดสายให้ตรงตามแนวของคอ และแบ่งระยะห่างระหว่างสาย
2. ส่วนคอของอูคูเลเล่(Neck) ประกอบด้วย
    - Fretboard / Fingerboard เป็นไม้แผ่นบางๆที่ติดอยู่บนคออูคูเลเล่ยาวไปจนถึงลำตัว เป็นส่วนที่ใช้สำหรับกดสาย
    - Frets เป็นเส้นโลหะบางๆที่พาดตามแนวขวางบนเฟร็ตบอร์ด เมื่อกดสายที่ตำแหน่งต่างๆบนเฟร็ตบอร์ด สายจะไปพาดอยู่บนเฟร็ต ทำให้ระดับเสียงเปลี่ยนไป
    - Position Markers เป็นจุดหรือสัญลักษณ์เล็กๆที่อยู่บนเฟร็ตบอร์ด ใช้บอกตำแหน่งของเฟร็ตบอร์ดว่าเป็นช่องที่เท่าไร
3. ส่วนลำตัวของอูคูเลเล่(Body) ประกอบด้วย
    - Sound Hole ช่องเสียงหรือโพรงเสียง เป็นส่วนที่เสียงจะดังก้องออกมาจากในลำตัวอูคูเลเล่
    - Saddle ชิ้นส่วนสำหรับพาดสาย ทำหน้าที่เหมือนกับนัท(Nut) โดยอยู่ที่ปลายสายด้านตรงข้าม
    - Bridge ส่วนที่ใช้ยึดแซดเดิล(Saddle) กับลำตัวอูคูเลเล่ มักทำมาจากไม้เนื้อแข็ง เพื่อความทนทาน
    - Strings สายอูคูเลเล่ มักทำมาจากเส้นเอ็น
              ส่วนประกอบของอูคูเลเล่มีทั้งหมดเท่านี้ ต่อไปก็มาดูวีดีโอส่วนประกอบอูคูเลเล่ที่เราทำไว้นะ ไว้ประกอบความเข้าใจ เพื่อความชัดเจนตรงกันนะ :)

ส่วนประกอบของอูคูเลเล่